• 6
  • ก.พ.
  • 0
หมอ-เรียนแพทย์ต่างประเทศ-เรียนแพทย์โปแลนด์-เกร็ดความรู้-ประวัติศาสตร์การแพทย์
Author

ประวัติศาสตร์การแพทย์ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

หลังจากประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคโบราณนั้นมีการพัฒนาไปถึงระดับหนึ่ง องค์ความรู้ด้านการแพทย์ก็มีการโยกย้ายและเปลี่ยนไปหลายภาษา แพทย์ในหลาย ๆ พื้นที่ในโลกไม่ได้มีการพัฒนาไปมากนักจนกระทั่งหลังยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนในยุโรปเริ่มหันกลับมาสนใจเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์อย่างจริงจัง จากสมัยก่อนที่ศึกษาผ่านการคาดเดา การให้เหตุผลสนับสนุนจากคัมภีร์ทางศาสนาหรือตำราของเกเลนก็ตาม

เมื่อเริ่มมีการผ่าร่างกายมนุษย์และมีการส่องกล้อง การพัฒนาเลนส์ก็ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของวงการการแพทย์ที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่และคำอธิบายใหม่ ๆ ในการรักษา ซึ่ง Lin’s Thailand ได้รวบรวมสิ่งที่ถูกค้นพบในช่วงยุคกลางหรือช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการมาให้อ่านกัน


กายวิภาคของมนุษย์ถูกจดบันทึกเป็นหนังสือไว้โดยละเอียด

ชาวยุโรปใช้หนังสือของเกเลนแห่งเพอร์กามอนเป็นตำราที่ใช้สำหรับสอนวิชากายวิภาคมาอย่างยาวนาน เพราะไม่เพียงแต่อธิบายโครงสร้างของมนุษย์ แต่ยังรวมไปถึงคำอธิบายว่าร่างกายทำงานอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามหนังสือของกาเลนเป็นการผสมเนื้อหาของปรัญชาอริสโตเติลเข้ากับความรู้ของเขาเอง โดยที่กาเลนไม่ได้ลงผ่าร่างกายมนุษย์จริง ๆ

จนกระทั่งแอนเดรียส เวซาเลียส (Andreas Vesalius (ค.ศ. 1543)) อาจารย์แพทย์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในยุโรป ผู้เริ่มการสอนวิชากายวิภาคด้วยการขโมยศพมนุษย์และผ่าให้นักเรียนแพทย์ดู เพื่อให้นักศึกษาเรียนเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์จากของจริงแม้ว่าจะผิดกฎของศาสนาก็ตาม นอกจากนี้เขายังวาดแผนผัง (chart) เพื่อให้นักศึกษาสามารถศึกษาได้อย่างละเอียด จนกระทั่งเขาพบว่างานเขียนของเกเลนมีข้อผิดพลาดหลายประการเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์

ยิ่งอ่านหนังสอของเกเลนมากเท่าไหร่ ยิ่งทำตามมากเท่าไหร่ เวซาเลียสยิ่งรู้ว่าความรู้เกี่ยวกับร่างกายมีความผิดพลาดไปมาก เขาจึงได้เรียบเรียงหนังสือเล่มมาขึ้นมาชื่อ “โครงสร้างของร่างกายมนุษย์” (De humani corporis fabrica) ซึ่งมีภาพแสดงกายวิภาคต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนแม่นยำทั้งภาพผิวหนัง กล้ามเนื้อ และโครงกระดูก ดังนั้นเวซาเลียสถือว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งกายวิภาคศาสตร์มนุษย์สมัยใหม่เพราะหนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนแปลงความรู้เกี่ยวกับร่างกายไปมนุษย์สำหรับการเรียนแพทย์อย่างชัดเน

หนังสือของเวซาเลียส ทำให้เกิดปรากฎการณ์การเรียนภายวิภาคแบบบใหม่นั่นคือแพทย์จะศึกษาจากการผ่ารางการจริง การได้เห็นจริงมากกว่าการอ่านจากหนังสือเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เขายังศึกษาเรื่องโครงสร้างร่างกายของสัตว์หลากหลายชนิดเพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างระหว่างสัตว์ชนิดต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหนังสือของเวซาเลียสเป็นสร้างช่วยให้ชาลส์ ดาร์วินสร้างทฤษฎีวิวัฒนาการได้สำเร็จอีกด้วย


เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิไข้ได้แม่นยำ (ค.ศ. 1625)

สำหรับเทอร์โมมิเตอร์นั้นอาจจะมีประวัติมาอย่างยาวนานตั้งแต่ เฮโรแห่งอเล็กซานเดรีย (Hero of Alexandria) นักคณิตศาสตร์ และวิศวกรชาวกรีก ช่วงประมาณประมาณ ค.ศ. 10 – ค.ศ. 70 นักคิด และมีการพัฒนาต่อมาหลายรูปแบบ แต่สำหรับเทอร์โมมิเตอร์ทางการแพทย์ (The medical thermometer) หรือปรอทวัดไข้นั้นเพิ่งมีจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1625 โดย นายแพทย์ชาวอิตาเลี่ยนซานโตริโอ ซานโตริโอ (Santorio Santorio) หรือ ซังค์ทอเรียสแห่งปาดัว (Sanctorius of Padua) เป็นผู้ที่เริ่มสร้างสเกลสำหรับเทอร์โมมิเตอร์ (thermometer) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการวัดไข้ที่แม่นยำขึ้น

ซานโตริโอได้รับแรงบัลดาลใจ  มาจากเทอร์โมสโคปน้ำ (Water thermoscope) ของกาลิเลโอที่ที่ช่วงบอกได้ว่าอุณภูมิสูงรือต่ำ แต่ยังไม่สามารถบอกอุณหภูมิที่ชัดเจนได้ แม้ว่าจะใหญ่เทอะทะและอ่านข้อมูลได้ยาก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มหาสารใหม่ ๆ มาทดแทนน้ำ เช่น แอลกอฮอลและเปลี่ยนสารปรอท โดย แดเดียล ฟาห์เรนไฮต์ (Daniel Gabriel Fahrenheit) ในปี 1714 ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนภูมิมากกว่าน้ำ

หลังจากนั้นจากเทอร์โมสโคปก็มีการพัฒนาจนเป็นเทอโมติเตอร์และกลายเป็นปรอทวัดไข้ในที่สุด ซึ่งนายแพทย์ชาวและนักเคมีดัทช์ ได้เริ่มใช้วัดอุณหภูมิกับคนไข้ซึ่งศึกษาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิร่างกายคนไข้กับอาการของโรค ซึ่งเขาสรุปว่าอุณหภูมิของคนไข้ช่วยให้หมอสามารรู้สุขภาพของคนไข้ได้

ราวปี 1868 อาจารย์แพทย์ชาวเยอรมันได้บันทึกข้อมูลอุณหภูมิคนไข้ 25,000 คน โดยวัดอุณหภูมิไปมากกว่า 1 ล้านครั้งจนเขาสรุปว่าอุณหภูมิ 36.3 ถึง 37.5 °C เป็นอุณหภูมิของคนที่สุขภาพดี ซึ่งปรอทวัดไข้แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครในปัจจุบันไม่รู้จักเลย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่สำคัญในวงการแพทย์


เม็ดเลือดแดงเป็นที่รู้จักโดยละเอียด (ค.ศ. 1658)

แจน สวามเมอร์ดาม (Jan Swammerdam) นักชีววิทยาชาวดัทช์ ได้ใช้กล้องจุลทัศน์แบบเก่า (early microscope) ในการศึกษาการทำงานของสัตว์และแมลงมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นคแรกที่ศึกษาและพูดถึงเม็ดเลือดแดง แต่งานของสวามเมอร์ดามไม่ได้พัฒนาไปต่อจนเพื่อนของเขา อันโตนี ฟัน เลเวินฮุก (Antoni van Leeuwenhoek) ที่นำงานของสวามเมอร์ดามไปศึกษาต่อจนสามารถอธิบายขนาดและรูปร่างของเม็ดเลือดแดงได้อย่างชัดเจน

การศึกษาเม็ดเลือดแดงยังนำไปสู่ความพยายามในการศึกษาเรื่องเลือดอย่างจริงจังจนนำไปสู่การถ่ายเลือดและการค้นพบหมู่เลือดต่าง ๆ

หมอ-เรียนแพทย์ต่างประเทศ-เรียนแพทย์โปแลนด์-เกร็ดความรู้-ประวัติศาสตร์การแพทย์


กล้องจุลทัศน์กับการค้นพบอวัยวะอีกมากมาย (ค.ศ. 1660)

การใช้กระจกส่องขยายเพื่อดูวัตถุขนาดเล็กต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักมานานแล้ว แต่สำหรับมาเชลโล มัลพิกิ (Marcello Malpighi) นักวิทยาศาสตร์ยาวอิตาเลี่ยนได้ประดิษฐ์กล้องจุลทัศน์แบบใหม่ขึ้น (Newly invented microscope) เพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาต่าง ๆ ในจักรวาลชีววิทยาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาแตกต่างคือการใช้กล้องจุลทัศน์ในการสร้างงานวิจัยอีกด้วย

เขาศึกษาโครงสร้างร่างกายของมนุษย์อย่างจริงจังจนนำไปสู่การค้นพบเส้นเลือดฝอย ทำให้สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงได้ ซึ่งทำให้ความเชื่อที่ว่าเลือดไหลผ่านกล้ามเนื้อหายไป นอกจากนี้ยังมีการค้นพบถุงลมปอด และและกิ่งแขนงหลอดลมในปอด

นอกจากนั้นเขายังได้ศึกษาอวัยวะอย่างต่าง ๆ อย่างลงลึกเช่นไต ก็ค้นพบหน่วยกรองในไต ตับ สมอง ม้ามและกระดูก นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าร่างการของสิ่งมีชีวิตประกอบจากสิ่งเล็ก ๆ และมาประกอบกันเป็นโครงสร้างใหญ่ ๆ อย่างที่เราเห็น ผลงานมัลปิกิในสัตว์ก็เช่นการศึกษาตัวอ่อนได้ นำไปสู่การค้นพบส่วนโค้งเอออร์ตา (the aortic arches) สันประสาท (neural fold) และปล้องที่อยู่ทางด้านหลังของทารกในครรภ์เรียกว่า somite

มัลพิกิแทบจะเรียกได้ว่าเป็นนักจุลกายวิภาคศาสตร์ (histologist) และเป็นผู้วางรากฐานกายวิภายยุดใหม่คนแรกเลยก็ว่าได้จากการพัฒนากล้องจุลทัศน์ให้มีประสิทธ์ภาพมากขึ้น ทำให้ค้นพบอวัยวะเล็ก ๆ สามารถอธิบายการทำงานของโครงสร้างเหล่านั้นได้ ทั้งในพืชและสัตว์ เป็นรากฐานของกายวิภาคสมัยใหม่ที่สามารถกระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต


ระบบสืบพันธ์ุเพศหญิงได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง (ค.ศ. 1672)

ก่อนหน้านี้มนุษย์ยังเชื่อว่าการสืบพันธุ์เป็นเรื่องลี้ลับอยู่แม้จะเริ่มมีการผ่าร่างกายมนุษย์แล้วก็ตาม แต่หลังจากการค้นพบเซลล์ที่ผลิตไข่ในรังไข่โดย เรเนียร์ เดอ กราฟ (Reinier de Graaf) ก็ทำให้วงการแพทย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สิ่งที่เขาค้นพบยังได้รับเกียรติให้ตั้งเป็นชื่อของเขาอีกด้วย ซึ่งเซลล์นี้รู้จักกันในชื่อกราเฟียน ฟอลลิเคิล (Graafian  follicles, ถุงไข่ในรับไข่) แม้ว่างานเขียนของเขาจะครอบคลุมในหลายประเด็นแต่เรื่องที่โด่งดังที่สุดก็คือการอธิบายเกี่ยวอัวยสืยพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศเมีย

การค้นพบโครงสร้างของรังไข่ถือเป็นความก้าวหน้าของวิชาชีววิทยาการเจริญพันธุ์ (Reproductive Biology) เพียงแต่งานของกราฟนั้นมีการศึกษาอย่างจำกัดเพราะอุปกรณ์หลัก ๆ อย่าง กล้องจุลทรรศน์ ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมาก

แม้ว่าเดอ กราฟจะเป็นผู้ตั้งชื่อ Ovary (รังไข่) แต่ในยุคนั้นจะยังส่องไม่พบไข่ แต่เดอ กราฟได้สรุปจากการสังเกตุอาการท้องนอกมดลูกว่าไข่สำหรับสืบพันธ์ประกอบไปด้วยถุงรังไข่ ซึ่งแสดงว่าไข่มีการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่สิ่งที่เขาค้นพบคือท่อนำไข่นั้นมีขนาดเล็กกว่าถุงไข่เสียอีก ซึ่งเขาไม่สามารถอธิบายความคิดนี้ได้ จนกระทั่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากราเฟียน ฟอลลิเคิลเป็นที่ปล่อยไข่เข้าสู่ท่อจริง ๆ ผลงานของเดอ กราฟนั้นยังคงเป็นพูดถึงในปัจจุบัน เพราะว่าเป็นผลงานที่เกิดจากการลงมือผ่าและส่องดูจริง ๆ  นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงรังไข่ในช่วงก่อนและหลังตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงเป็นผู้ค้นพบว่าต่อมแกรนดูลาเป็นต้นกำเนิดของคอร์ปัสลูเทียมซึ่งกลุ่มเนื้อเยื่อภายในรังไข่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากกราเฟียน ฟอลลิเคิลที่ปล่อยไข่ออกไปจากรังไข่แล้ว  ถ้าไข่ได้รับการผสม คอร์ปัสลูเทียมก็จะผลิตฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเพื่อควบคุมการตั้งครรภ์ จนหมดหน้าที่ก็จะสลายไป ซึ่งเป็นจุดสำคัญของวิชาวิทยาต่อมไร้ท่อ (Endocrinology) อีกด้วย


เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ กับความเข้าใจร่างกายมนุษย์ที่ลึกซึ้งขึ้น (ค.ศ. 1677)

เซลล์สเปิร์ม หรือเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้เป็นเซลล์สำคัญที่เพราะมีโครโมโซม X และ Y อยู่ซึ่งตัวกำหนดว่าลูกหลานที่เกิดจะเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย ซึ่งเซลล์ได้รับการศึกษาและพูดถึงเป็นครั้งแรกโดย อันโตนี ฟัน เลเวินฮุก (Antoni van Leeuwenhoek) พ่อค้าชาวดัทช์ผู้ไม่เคยเรียนระดับมหาวิทยาลัยแต่ชอบการส่องสิ่งต่าง ๆ ผ่านเลนส์จนมีหนังสือรวบรวมข้อมูลของสิ่งเล็ก ๆ มากได้ บางคนก็ยกให้เป็น (บิดาแห่งจุลชีววิทยา)

เลเวินฮุกเป็นบุคคลแรกที่สังเกตุเห็นเซลล์สเปิร์มโดยการใช้แว่นส่อง และบอกว่าสเปิร์มเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น (animalcule) ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะเขาเชื่อในแนวคิดทฤษฎีพรีฟอร์เมชัน (preformationism) ซึ่งเชื่อว่าที่จริงแล้วสเปิร์มแต่ละตัวเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ แตในภายหลังก็ได้มีการระบุเพิ่มเติมว่าเซลล์ไข่จะเกิดการปฏิสนธิเมื่อมีสเปิร์มเข้าไป

ก่อนหน้าการค้นพบเซลล์สเปิร์มเลเวินฮุกยังได้ค้นพบแบคทีเรียในน้ำ ซึ่งเขาระบุว่าอาจจะต้องมีแบคทีเรียมากถึง 10,000 ตัวอยู่รวมกันจึงจะมีขนาดเท่ากับเม็ดทราย 1 เม็ดอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมภาพของตาแมลงต่าง ๆ เหล็กในของผึ้วและอีกมากมาย แม้ว่าเลเวินฮุกจะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสาตร์แต่ผลงานมากมายของเขาก็นำไปสู่กันพัฒนากล้องจุลทัศน์ให้ก้าวหน้าขึ้นและรวมถึงเรื่องการศึกษษสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมากขึ้นอีกด้วย


ค้นพบออกซิเจน ปลดล๊อกการรักษาทางการแพทย์ (ค.ศ.1743)

แม้ว่าจะมีการค้นพบถุงลมปอดมาเกือบ 100 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างถุงลมในปอด เส้นเลือดและเลือดที่ถูกต้อง เพราะยังไม่มีการค้นพบออกซิเจนและนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อกันอยู่ว่าการเผาไหม้นั้นเกิดจากทฤษฎีโฟลจิสตัน (Phlogiston Theory) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอ็องตวน-โลร็อง เดอ ลาวัวซีเย (Antoine-Laurent de Lavoisier) ได้ค้นพบก๊าซออกซิเจนและพิสูจน์ว่าการเผาไหม้เกิดจากออกซิเจน และออกซิเจนยังเป็นส่วนประกอบจำเป็นต่อชีวิต

การทดลองของอ็องตวนเริ่มจากการทดลองเผาฟอสฟอรัสและกำมะถันในอากาศ จนพิสูจน์ได้ว่ามวลของผลิตภัณฑ์มีมากกว่ามวลของสารตั้งต้น โดยที่มวลที่เพิ่มได้มาจากอากาศ จึงทำให้เกิดกฎการอนุรักษ์มวล จากนั้นเขาได้ทดลองวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และความร้อนจากการหายใจของหนูทดลอง เปรียบเทียบกับความร้อนที่ได้จากการเผาคาร์บอนเพื่อให้ได้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เท่ากันกับลมหายใจออกของหนูทดลอง ซึ่งผลที่ได้นั้นมีเท่ากันจนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าการหายใจเป็นรูปแบบหนึ่งของการเผาไหม้

อ็องตวนตั้งชื่อธาตุที่ค้นพบว่า “ออกซิเจน” เพราะเชื่อว่าธาตุนี้เป็นพื้นฐานของกรดทุกกรดและเสนอว่าออกซิเจนเป็นตัวแปรสำคัญของการเผาไหม้ในกระบวนการหายใจ ซึ่งร่างกายจะได้รับเข้าไปเมื่อหายใจเข้า และเผาไหม้จนหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันทางการแพทย์ออกซิเจนมีการนำไปใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายใจได้อย่างปกติเพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้ เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การรักษานี้ได้ถูกประยุกต์นำมาใช้ในหลายภาวะ ทั้งผู้ป่วยทางด้านอายุรกรรมและศัลยกรรม


ค้นพบสารเคมีในร่างกายสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ (ค.ศ.1791)

ลุยจี กัลวานี (Luigi Galvani) อาจารย์สอนกายวิภาคศาสตร์ชาวอิตาเลียนผู้มีความสนใจในการศึกษากระแสไฟฟ้าในสิ่งมีชีวิตและไฟฟ้าการแพทย์ (medical electricity) ซึ่งการทดลองของเขานำไปสู่การค้นพบผลของไฟฟ้ากับร่างกายมนุษย์

การทดลองของกัลวานีและภรรยาคือการจับกบมาและลถกหนังกบออกจากนั้นก็นวดเพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิต จากนั้นใช้มีดผ่าตัดโลหะและโลหะที่แตกต่างกัน 2 ชนิดกดไปที่เส้นประสาทขาของกบ ปรากฎว่ากบถีบขาออกและกระตุกเหมือนมีชีวิต จากผลการทดลองนี้ กัลวานีจึงสรุปว่าในตัวกบมีกระแสไฟฟ้าอยู่ ทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นเมื่อใช้คีมแตะ เพราะคีมทำจากเหล็กซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้า

เขาเรียกการหดตัวของกล้ามเนื้อเมื่อถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าว่า แกลวานิซึม (galvanism) และตั้งชื่อเรียกพลังงานที่ทำให้ขากบกระตุกว่า “ไฟฟ้าชีวภาพ” (animal electricity) ซึ่งการค้นพบนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าแรงผลักของกล้ามเนื้อเกิดจากพลักงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยของเหลว

ปัจจุบันการศึกษาในแบบที่เรียกว่า แกลวานิซึมเปลี่ยนชื่อไปเป็น สรีรวิทยาไฟฟ้า (electrophysiology) ปัจจุบันการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสามารถบอกโรคได้  เช่น หัวใจโต, แผลเป็นจากหัวใจ, เส้นเลือดหัวใจอุดตัน, โรคไหลตาย เป็นต้น


การรักษาฝีดาดด้วยวัคซีนเริ่มต้นเป็นครั้งแรก (ค.ศ.1796)

โรคไข้ทรพิษ หรือฝีดาษถือเป็นที่โรคที่น่ากลัวมากในสมัยก่อน เพราะการระบาดในแต่ละครั้งทำให้เกิดความเสียหายและผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก  แต่ในปัจจุบันเราไม่ได้พบเห็นหรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เพราะว่าปัจจุบันเรามีวัคซีนและความรู้เกี่ยวกับภูมิต้านทานที่พัฒนาไปมาก ตั้งแต่นายแพทย์จากประเทศอังกฤษ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) พัฒนาและคิดค้นเกี่ยวกับ “วัคซีน” ในช่วงศตวรรษที่ 18

มีความเชื่อในหมู่ผู้หญิงรีดนมวัวว่า ถ้าติดเชื่อฝีดาษวัว หน้าก็จะไม่เป็นเป็นฝีน่าเกลียด หลังจากนั้นเจนเนอร์สังเกตุเห็นว่าผู้หญิงรีดนมวัวที่ติดเชื้อจากฝีดาษวัวชนิดไม่รุนแรงนั้นไม่มีผู้ใดเป็นฝี เจนเนอร์จึงได้ค้นข้อมูลการทำงานของโรงฝีดาษวัวเพิ่มเติม จนเขาเห็นว่าโรคฝีดาษวัวเกี่ยวข้องกับโรคฝีดาษในคน และเชื่อว่าฝีดาษวัวสามารถรักษาคนได้ เจนเนอร์จึงได้ทดลองปลูกฝีในเด็กชายโดยเอาเชื่อฝีดาษวัวฉีดเข้าไปในแขนของเด็กชาย เพื่อให้ร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเด็กชายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคฝีดาษจริง เจนเนอร์ยังได้ทดลองกับเด็กอีกหลายคนก่อนงานของเขาจะได้รับการตีพิมพ์ เจนเนอร์ยังได้คิดคำว่า vaccine ที่มาจากภาษาละติน ‘vacca’ ที่แปลว่าวัวอีกด้วย

แม้ว่าในช่วงแรก ๆ การรักษาแบบนี้จะได้รับคำวิจารณ์อย่างมาก มีการ์ตูนล้อเลียนว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนจะมีหน้าเป้นวัวอีกด้วย แต่หลังจากพัฒนาการรักษาไปสักระยะ และพิสูจน์ได้จริงก็กลายเป็นที่แพร่หลายไปทั่วทวีปยุโรปจนลดการเป็นโรคฝีดาษไปได้ การปลูกฝีได้ถูกระงับไปในช่วงหลัง และการฉีดวัคซีน (vaccination) ที่มีประสิทธิภาพก็เข้ามาแทนที่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีการป้องกันโรคและรักษาโรคด้วยการฉีดวัคซีนรักษาในหลายโรค เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ จึงได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งภูมิคุ้มกันวิทยา (the Father of Immunology)” ที่ทำให้คนหลายล้านคนรอดตายจาก


อ่านเพิ่มเติม ประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคโบราณ

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรอกรายละเอียดทิ้งไว้ได้เลย

หมอ-เรียนแพทย์ต่างประเทศ-มหาวิทยาลัยลูบลิน-เปิดรับสมัคร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

??Inbox Facebook กดเลย

☎️☎️โทร : 02-645-4084, 02-645-4085

✅✅Line : @linsmedical หรือ https://line.me/R/ti/p/%40linsmedical

จะรออะไรอีก Lin’ s #เปลี่ยนเรื่องแพทย์ให้เป็นเรื่องง่าย


อ่านเพิ่มเติมได้จาก :

กายวิภาคของมนุษย์ถูกจดบันทึกเป็นหนังสือไว้โดยละเอียด

Comparative Anatomy: Andreas Vesalius

Andreas Vesalius: His Science, Teaching, and Exceptional Books 

เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิไข้ได้แม่นยำ (ค.ศ. 1625)

Thermometer

Who invented the thermometer

A brief history of the clinical thermometer 

กล้องจุลทัศน์กับการค้นพบอวัยวะอีกมากมาย (ค.ศ. 1660)

Marcello Malpighi: Biography, Discoveries & Contributions

Marcello Malpighi

ระบบสืบพันธ์ุเพศหญิงได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง (ค.ศ. 1672)

Reinier De Graaf (1641–1673) and the Graafian follicle

Regnier de Graaf (1641-1673)

เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ กับความเข้าใจร่างกายมนุษย์ที่ลึกซึ้งขึ้น (ค.ศ. 1677)

A brief history of sex determination

Antonie van Leeuwenhoek

Antonie van Leeuwenhoek

ค้นพบออกซิเจน ปลดล๊อกการรักษาทางการแพทย์ (ค.ศ.1743)

Antoine Lavoisier

The Story of Oxygen

ค้นพบสารเคมีในร่างกายสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ (ค.ศ.1791)

History of Bioelectrical Study and the Electrophysiology of the Primo Vascular System

Historical Perspectives of Cardiac Electrophysiology

การรักษาฝีดาดด้วยวัคซีนเริ่มต้นเป็นครั้งแรก (ค.ศ.1796)

Edward Jenner

Edward Jenner and the history of smallpox and vaccination

Leave a Comment